แนวคิด

เมื่อความสุขของฉันมันแพงเกินไป

เมื่อประมาณสองปีก่อน เป็นช่วงที่เราค่อนข้างเสพเพลงอิตาเลียนยุค 70-80’s เยอะหน่อยเพราะได้อิทธิพลมาจากรายการ Eurovision Songs Contest ด้วยความที่ตามดูตั้งแต่ปีแรกๆเลยค่อนข้างจะ’ติ่ง’ Gigliola Cinquetti มากหน่อย ด้วยความที่น้ำเสียงใสกิ๊ง แถมเป็นเอกลักษณ์ในสายตาเราสุดๆ แถมมาหลายครั้งก็ได้รางวัลกลับไปแทบทุกรอบอีก มีทั้งแชมป์ รองแชมป์ ไม่ก็ที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลย

เดี๋ยวนะ เราไม่ได้พูดถึงเค้าเป็นหลักนี่ กลับมาก่อน~

เวลาผ่านไป เพลงที่เรายังฟังอยู่ในตอนนี้ก็คือ Sì และอีกเพลงที่เรายังฟังอยู่ และกำลังจะพูดถึงก็เป็น Minuetto นี่แหละ

Warning ⚠️
ออกตัวก่อนว่าเราไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาอิตาเลียนเลยสักนิด ที่อินได้นี่เพราะพระแม่กูเกิลล้วนๆ

ด้วยความที่ใน Apple Music จะมีอัลบั้มรวบรวมเพลงอิตาเลียนฮิตในสมัยนั้น และค่อนข้างจะเอียนกับ ‘น้ำพริกถ้วยเก่า’ แล้วเลยอยากลองสุ่มเพลงใหม่ๆมาฟังบ้าง

ในอัลบั้มนั้น มีเพียงเพลงเดียวที่เราถูกใจคือเพลงนี้

ไม่รู้ทำไม เพียงแค่น้ำเสียง ดนตรี ขนาดว่าไม่รู้ความหมายก็ทำให้เราซึมได้แล้ว

เนื้อหาโดยรวมของเพลงเอ่ยเกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวัง ซึ่งไม่ใช่เราในสภาวะตอนนั้นที่เพิ่งแต่งงานและกำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน

แต่ท่อนที่ทำให้เราจุกคือท่อนนี้ ท่อนเดียวต่างหาก

ความหมายภาษาอังกฤษของมันจากเว็บ lyricstranslate คือ
‘ Happiness is too costly for my naivety. ‘

ถ้าแปลตรงตัวก็คือความสุขมันแพงเกินไปสำหรับความไร้เดียงสาของเรานั่นแหละ

จะว่าไป เรื่องความสุขนี่ เราเพิ่งจะมาสัมผัสได้เมื่อตอนที่แต่งงานนี่เองมั้ง

เพราะว่ากันตามตรงเลยคือตั้งแต่จำความได้ เราก็โตมากับการดูแลของพี่เลี้ยงพม่าที่เรียกว่า ‘มะหน่อ’ เพราะยายที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นผู้ดูแลอย่างเป็นทางการก็งานเยอะเหลือเกิน

พอขึ้นอนุบาล พี่เลี้ยงพม่าก็ถูกส่งตัวกลับบ้าน การดูแลเราเลยต้องตกเป็นหน้าที่ของลุงและป้าสะใภ้ไปโดยปริยาย

คงไม่ต้องบอกละเอียดว่าเราโดนอะไรบ้าง แต่เราโตมากับความเกลียดชังที่พ่อแม่เราไม่ยอมแต่งงานกันตามประเพณี แถมเรายังหน้าเหมือนพ่อเป๊ะๆอีกเลยกลายเป็นเหยื่อทั้งทางกายและใจไปอย่างช่วยไม่ได้

หลายคนพออยู่ที่บ้านมันไม่สบายใจ เจอสังคมโรงเรียนก็พอช่วยบรรเทาได้

… แต่ไม่ใช่เราไง

เราเป็นเหยื่อของการถูกบูลลี่ตลอดเวลาที่เรียนโรงเรียนชื่อดังประจำอำเภอที่ได้ชื่อว่ามีแต่ ‘ลูกคนรวย’ เค้าเรียนกัน เพียงแค่เราตัวเล็ก พูดไม่ชัดและลุคดูน่าแกล้งเท่านั้นเอง

ช่วงเวลานั้นมันยาวมากถึง 11 ปี

ในปีสุดท้ายมันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และที่บ้านเราไม่สนใจจะช่วยเหลือเพราะมองแค่ว่าเป็นเรื่องเด็กเล่นกัน ถึงแม้มันจะถึงขั้นที่เราถูกขโมยโทรศัพท์และทรัพย์สินมีค่าหลายอย่างก็เถอะ โดยที่ครูก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เช่นกัน

และความทรมานนั้นสิ้นสุดลงด้วยการที่เราถูกข่มขืนจากคนที่ได้ชื่อว่ารังแกเรามาตลอด และเราถูกตราหน้าจากเพื่อนที่เราเคยไว้ใจที่สุดด้วยคำว่า

อืม ทั้งที่เราสู้ไม่ได้นี่แหละ

พอเข้ามาเรียนกรุงเทพ ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่สำหรับเรามันไม่ใช่เลย มันมีหลายอย่่างที่สะท้อนให้เราได้เห็นว่าพวกเค้าไม่มีความพร้อม และไม่มีความเต็มใจที่อยากจะให้เรามาอยู่ด้วยอย่างปากพูดเลยสักนิด

ตอนที่อยู่กับยาย ถึงมันจะทรมาน แต่เราก็ยังพอเป็นตัวของตัวเองได้อยู่ แต่ที่นี่ไม่ใช่เลย

ยังดีหน่อยที่เราจะยังพอหาความสุขจากที่โรงเรียนได้อยู่ มีเพื่อนดีๆ สังคมดีๆ

แต่คนที่เราเรียกว่า ‘พ่อ’ ก็ทำอนาคตเราพังทั้งหมดลงในปีที่สาม

สิ่งที่เค้าทำคือการที่พยายามจะซื้อเรามาเป็นเครื่องบำเรอในราคาแค่แบงค์พันใบเดียว

ทุเรศดีที่แม่ก็ยังอุตส่าห์เชื่อเค้า ป้ายความผิดให้เราอีกว่าเป็นการยั่วยวน

เรายังจำโมเม้นนั้นได้ดี
… อาการสติแตก ถาโถมความคับแค้นใจ ความหยาบคายทุกอย่างใส่พ่อแม่อย่างเต็มที่

นี่หรือคนที่พูดว่ารักเรา หวังดีกับเรา
… ทำไมพังชีวิตเราได้ยับเยินขนาดนี้

เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงที่เราต้องหนีออกมาจากบ้าน โชคยังดีที่ทั้งเพื่อนและแฟน รวมไปถึง ‘น้าหนุ่ย’ ต่างก็ช่วยเหลือเรื่องที่อยู่และงานสำหรับหาเงินในการยังชีพ มันก็ไม่ได้มีความสุขนักหรอก แต่อย่างน้อยสุขภาพจิตก็ไม่ค่อยเสียเท่าไหร่เหมือนกัน

*หาอ่านเรื่องของน้าหนุ่ยได้ในตอน Blacksmith

ตอนนั้นเราหาเงินเก่งมาก ทำงานสารพัด เพื่อเอาเงินที่ได้มาช็อป กินเที่ยว ซื้อความสุขให้ตัวเอง

…นี่ไงล่ะ ที่เราบอกว่าความสุขของเรามันมีราคาแพง

อย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ใช่ประเภทชอบเที่ยวผับบาร์ อบายมุขไม่ยุ่งละกันน่ะ

…จนวันนึงเราได้เจอกับลุง
ผู้ชายหน้าหมีที่บังเอิญเจอในแอพหาคู่ชื่อดังที่ไม่ใช่แอพเหลือง เราเดาอายุเค้าแค่ 32 แต่อายุจริงตอนนั้นคือ 38 เกือบ 39 แล้ว แต่ริ้วรอยไม่มีเลยสักนิด

ที่น่าตกใจคือความชอบ รสนิยมต่างๆคือเหมือนกันจนน่าตกใจ เหมือนกันจนเรามองข้ามสเปคอื่นอย่างเช่นเรื่องอาชีพ ฐานะ หรือแม้กระทั่งหน้าตาไปเลย

ตรงกันข้าม ความเหมือนที่หาได้ยากยิ่งจะทำให้เรามองลุงหล่อขึ้นด้วยซ้ำ

คืนวันศุกร์ของเช้าวันจันทร์ของอาทิตย์หนึ่ง กลางเดือนมิถุนายน ช่วงเวลานั้นมีแค่เรากับเค้า

เราจากกันด้วยการจุ๊บลาในรถ ก่อนที่เราจะลงไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับห้อง พวกเราสัญญากันว่่าจะมาเจอกันทุกอาทิตย์

ที่น่าขันคือสองวันหลังจากนั้น เราถูกขอเป็นแฟนพร้อมๆกับการขอแต่งงาน และการย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการของลุง แล้วก็อย่่างที่เห็นนี่แหละ

มิถุนานี้จะครบสองปีแล้ว

ความสุขที่เราเคยคิดว่ามันราคาแพงมาก ลุงได้ชดเชยให้เราไปจนเกินครึ่งแล้ว ทั้งตัวลุงเอง และครอบครัวที่น่ารักมากๆของลุงที่ให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดี

ถึงแม้จะยังต้องรักษาอาการป่วยจากการถูกกระทำที่ผ่านมาอยู่ก็เถอะ

แต่เอาเถอะ อย่างน้อย Minuetto ก็ยังเป็นหนึ่งในบทเพลงที่เรายังฟังและอินต่อไปเรื่อยๆ และคงจะฟังต่อไปเรื่อยๆ

…ไม่มีวันเบื่อ

ที่มา Nitch

Share This is

Related posts

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วัน

สมายด์

9 นิสัยของผู้ที่มีบุญมาก

สมายด์

ส่องวิธีปราบคนเจ้าชู้ ให้หยุดที่คุณคนเดียว

สมายด์